Share

       ไวรัสตับอักเสบ...ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม โรคไวรัสตับอักเสบเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า ไวรัสตับอักเสบ A, B และ C แต่ยังไม่ทราบว่าทั้ง 3 ชนิดแตกต่างกันอย่างไร และสามารถป้องกันได้หรือไม่ การทำความเข้าใจความแตกต่างของไวรัสแต่ละชนิด จะช่วยให้เราป้องกันตนเองและคนในครอบครัวได้อย่างถูกต้อง



ไวรัสตับอักเสบ A (Hepatitis A)

       ไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุกหรือไม่สะอาด
อาการที่พบได้

  • ไข้ อ่อนเพลีย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดท้อง
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ปัสสาวะสีเข้ม

       ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักหายได้เอง และไม่กลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง
มีวัคซีนป้องกันหรือไม่?

       มี วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางบ่อย ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับอาหาร หรือผู้ที่มีโรคตับอยู่เดิม


ไวรัสตับอักเสบ B (Hepatitis B)

       ไวรัสตับอักเสบบีเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ เพราะสามารถพัฒนาเป็นโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับได้
ติดต่อผ่าน

  • เลือด
  • สารคัดหลั่ง
  • การมีเพศสัมพันธ์
  • การใช้เข็มร่วมกัน
  • การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกระหว่างคลอด

หลายคนติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว เพราะระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปกติ
มีวัคซีนป้องกันหรือไม่?
มี และเป็นวัคซีนที่แนะนำให้ฉีดตั้งแต่แรกเกิด รวมถึงผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน


ไวรัสตับอักเสบ C (Hepatitis C)

       ไวรัสตับอักเสบซีติดต่อผ่านเลือดเป็นหลัก เช่น การใช้เข็มร่วมกัน การได้รับเลือดที่ไม่ได้มาตรฐานในอดีต หรือการใช้อุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเลือด ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการในระยะแรก แต่เชื้อสามารถทำลายตับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
มีวัคซีนป้องกันหรือไม่?

       ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซี อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถรักษาให้หายขาดได้ในผู้ป่วยจำนวนมาก หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น


แล้วชนิดไหนอันตรายกว่ากัน?

       ไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่าไวรัสชนิดใด "อันตรายที่สุด" เพราะแต่ละชนิดมีลักษณะแตกต่างกัน

  • ไวรัสตับอักเสบ A มักเป็นแบบเฉียบพลันและหายเองได้ แต่ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคตับเดิม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
  • ไวรัสตับอักเสบ B มีความเสี่ยงพัฒนาเป็นโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ หากไม่ได้รับการติดตามรักษา
  • ไวรัสตับอักเสบ C มักไม่มีอาการในระยะแรก ทำให้หลายคนทราบว่าติดเชื้อเมื่อเกิดโรคตับระยะรุนแรงแล้ว

       สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ โรคนี้สามารถดำเนินไปโดยไม่มีอาการเป็นเวลาหลายปี จึงทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเข้ารับการรักษาเมื่อโรคอยู่ในระยะที่รุนแรง


ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรอง?

       การตรวจหาไวรัสตับอักเสบเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรู้สถานะของตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น

  • ผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 และไม่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่
  • ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีหรือซี
  • ผู้ที่เคยได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือดในอดีต
  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • ผู้ที่ใช้เข็มร่วมกัน
  • บุคลากรทางการแพทย์
  • ผู้ที่มีค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ

วิธีป้องกันไวรัสตับอักเสบ

  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบีตามคำแนะนำ
  • รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุก
  • ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • ไม่ใช้เข็มหรือของมีคมร่วมกับผู้อื่น
  • มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
  • ตรวจสุขภาพและตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบเมื่อมีความเสี่ยง

       แม้ไวรัสตับอักเสบ A, B และ C จะเป็นโรคที่ส่งผลต่อตับเหมือนกัน แต่มีวิธีการติดต่อ ความรุนแรง และแนวทางการป้องกันที่แตกต่างกัน ข่าวดีคือ ไวรัสตับอักเสบเอและบีสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ส่วนไวรัสตับอักเสบซี แม้ยังไม่มีวัคซีน แต่สามารถตรวจพบและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพในปัจจุบัน

       การตระหนักรู้ ไม่ละเลยการตรวจคัดกรอง และการได้รับวัคซีนเมื่อเหมาะสม คือกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคตับเรื้อรังและมะเร็งตับในอนาคต เพราะโรคอาจไม่แสดงอาการ แต่การรู้ให้เร็ว สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของชีวิตได้อย่างมาก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ไวรัสตับอักเสบ A ติดต่อผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ B ติดต่อผ่านเลือด สารคัดหลั่ง การมีเพศสัมพันธ์ การใช้เข็มร่วมกัน การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกระหว่างคลอด ไวรัสตับอักเสบ C ติดต่อผ่านเลือดเป็นหลัก

ไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่าไวรัสชนิดใด 'อันตรายที่สุด' เพราะแต่ละชนิดมีลักษณะแตกต่างกัน

ผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 และไม่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีหรือซี