Which Flu Strain is the Worst? Strains, Symptoms, and Protection
“ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ไหนน่ากลัวที่สุด?”เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย โดยเฉพาะในช่วงที่โรคทางเดินหายใจแพร่ระบาด แต่ความจริงแล้ว ความรุนแรงของไข้หวัดใหญ่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อสายพันธุ์เพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละคนมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนแตกต่างกัน
ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส Influenza โดยสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดในคนและเป็นสาเหตุหลักของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล คือ Influenza A และ Influenza B ส่วน Influenza C มักทำให้เกิดอาการไม่รุนแรง ขณะที่ Influenza D พบในสัตว์เป็นหลักและไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคในคนทั่วไป

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B ต่างกันอย่างไร?
Influenza A
เป็นสายพันธุ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมได้มาก และสามารถแบ่งเป็นสายพันธุ์ย่อย เช่น A(H1N1)pdm09 และ A(H3N2) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบหมุนเวียนในคนในปัจจุบัน Influenza A เป็นชนิดเดียวที่ทราบว่าสามารถก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ระดับโลก (Pandemic) ได้ จึงมักถูกมองว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลเป็นพิเศษ
Influenza B
Influenza B ไม่แบ่งเป็น Subtype แบบ Influenza A แต่แบ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยในระดับ Lineage โดยสามารถทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลและมีอาการรุนแรงได้เช่นกัน
ดังนั้น ไม่ควรคิดว่า Influenza B “ไม่รุนแรง” เพียงเพราะไม่ใช่สายพันธุ์ A เพราะความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสุขภาพ อายุ และโรคประจำตัวของผู้ติดเชื้อ
แล้วสายพันธุ์ไหน “น่ากลัวที่สุด”?
คำตอบคือ ไม่มีสายพันธุ์ใดที่สามารถบอกได้ว่า “รุนแรงที่สุด” สำหรับทุกคน
แม้ Influenza A จะมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงและก่อการระบาดใหญ่ แต่ไข้หวัดใหญ่ทั้ง A และ B สามารถทำให้เกิดอาการรุนแรง เช่น ปอดบวม ภาวะแทรกซ้อนของโรคประจำตัว หรือภาวะติดเชื้อรุนแรงได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
- เด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 5 ปี
- ผู้สูงอายุ
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เบาหวาน
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
อาการของไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่มักมีอาการเกิดขึ้น ค่อนข้างฉับพลัน ต่างจากไข้หวัดธรรมดาที่มักเริ่มมีอาการทีละน้อย อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ไข้
- น้ำมูกหรือคัดจมูก
- ไอ โดยเฉพาะอาการไอแห้ง
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อยตามตัวหรือปวดกล้ามเนื้อ
- อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า
- เจ็บคอ
- บางรายอาจมีหนาวสั่น
โดยทั่วไปผู้ป่วยจำนวนมากสามารถหายได้ภายในประมาณ 1 สัปดาห์ แต่อาการไอและอ่อนเพลียอาจคงอยู่นานกว่านั้น
หากเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรดูแลตัวเองอย่างไร?
หากมีอาการไม่รุนแรง ควร
- พักผ่อนให้เพียงพอลดกิจกรรมที่ต้องใช้แรง และให้ร่างกายมีเวลาฟื้นตัว
- ดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในช่วงที่มีไข้
- หยุดเรียนหรือหยุดงานเมื่อมีอาการควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น เพื่อลดการแพร่เชื้อ
- ดูแลตามอาการ เช่น เช็ดตัวหรือใช้ยาลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
- หากเป็นกลุ่มเสี่ยง ควรพบแพทย์เร็ว ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นยาที่ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และมักได้ประโยชน์มากที่สุดเมื่อเริ่มรักษาเร็ว โดยเฉพาะภายใน 1–2 วันหลังเริ่มมีอาการ
ยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาไข้หวัดใหญ่ได้ เพราะไข้หวัดใหญ่เกิดจากไวรัส ไม่ใช่แบคทีเรีย การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงและปัญหาเชื้อดื้อยาได้
อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์?
หากมีอาการรุนแรงหรืออาการแย่ลง ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการ เช่น
- หายใจลำบาก หรือหอบเหนื่อย
- เจ็บหรือแน่นหน้าอก
- ซึมลง สับสน หรือปลุกยาก
- มีภาวะขาดน้ำ
- ไข้หรืออาการดีขึ้นแล้วกลับแย่ลง
- ในเด็ก หากหายใจเร็ว หายใจลำบาก ปากหรือใบหน้ามีสีคล้ำ หรือมีอาการเจ็บหน้าอก ควรรีบพบแพทย์ทันที
ป้องกันไข้หวัดใหญ่ เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยตัวเรา
วิธีป้องกันที่สำคัญที่สุดคือ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นอกจากนี้ควรล้างมืออย่างสม่ำเสมอ ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วย และพักอยู่บ้านเมื่อมีอาการป่วย
ไข้หวัดใหญ่ A ไม่ได้หมายความว่าจะรุนแรงกว่า B ในทุกคน และไม่มีสายพันธุ์ใดที่เรียกว่า “น่ากลัวที่สุด” ได้อย่างตายตัว สิ่งที่สำคัญกว่าคือ **รู้เท่าทันอาการ ประเมินความเสี่ยงของตัวเอง และเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หากมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ไม่ควรปล่อยให้อาการรุนแรงก่อนจึงพบแพทย์